ออสเตรีย ดินแดนแห่งสายน้ำและเมืองที่โรแมนติก

อีกประเทศหนึ่งที่ติดกับพรมแดนสวิตเซอร์แลนด์อย่าง ออสเตรีย ประเทศเล็กๆทางยุโรปตอนกลางซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ออสเตรีย หรือ สาธารณรัฐ

ออสเตรีย เป็นประเทศหนึ่งที่ไม่มีเส้นทางออกสู่ทะเล ซึ่งปกครองในรูปแบบภายใต้หลักการของรัฐสภา ออสเตรียมีเนื้อที่ราว 88,872 ตารางกิโลเมตรซึ่งประกอบด้วย

เขตการปกครอง 9 รัฐ ซึ่งประเทศที่ล้อมไปด้วยเทือกเขาและหุบเขาสูงซึ่งภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาทำให้ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งหุบเขา และมีแม่น้ำสำคัญ

อยู่ 1 สายหลัก พื้นที่กว่า 60 % ของประเทศออสเตรียนั้นเป็นเทือกเขาสูงกว่า 3000 เมตร และมีหิมะปกคลุมตลอดปี ภูเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า โกรสส์กล็อกเนอร์ ซึ่งสูง

3,798 เมตร ในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมซึ่งเป็นนิยมกับการเล่นสกีอย่างมาก นอกจากนี้แล้ว 77 % ของออสเตรียนั้นมีทะเลสาบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืด

ออสเตรีย

ออสเตรีย

ที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมืองไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า, สาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชมวิว พักผ่อนและล่องเรือชมรอบๆเมือง

ออสเตรียนับว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งในทวีปยุโรปที่มีความสงบเงียบและมีอัตราการก่ออาชญากรรมที่ต่ำมาก ซึ่งก็ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ก็มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามของอาคารบ้านเรือน  ที่สร้างขึ้นอย่างสวยงามวิจิตรอย่างเช่น พระราชวังเชินบรุนน์ ที่กรุงเวียนนา เป็น

พระราชวังเก่าแก่ที่มีสถาปัตยสไตล์โรโคโคที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปเยือนชมความสวยงามของ

พระราชวังนี้, มหาวิหารเซนต์สตีเฟน อาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นมหาวิหารที่งดงามทั้งภายในและภายนอกแถมยังเปิดให้เข้าชมฟรีอีกด้วย

เที่ยวภูเขาแมทเธอฮอร์น บนรถไฟที่วิ่งช้าที่สุดในโลก

เที่ยวภูเขาแมทเธอฮอร์น เป็นชื่อของยอดเขาแห่งหนึ่งที่เป็นส่วนของเทือกเขาแอลป์ และเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนสวิตเซอร์แลนด์ และ

อิตาลี ซึ่งภาษาอิตาลีเรียกว่า มอนเตแซร์วีโน  ภูเขาแมทเธอฮอร์น เป็นยอดเขาที่สวยงามและโดดเด่นอย่างมากจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่

นิยมเดินทางมาชมความงามของยอดเขามที่สูงราว 4,448 เมตรนี้ นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลีแล้ว ความโดดเด่นของยอดเขานี้ยังเป็น

สัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโลกด้วย ซึ่งทางฝั่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มีบริการชมความสวยงามของภูเขาแมทเธอฮอร์นและบริเวณโดยรอบของเทือกเขาแอลป์

และสิ่งที่หนึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลาเซียเอ๊กซ์เพรส

เที่ยวภูเขาแมทเธอฮอร์น

ภูเขาแมทเธอฮอร์น

กลาเซียเอ๊กซ์เพรส เป็นรถไฟสายหนึ่งวิ่งระหว่างเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังพื้นที่แถบเทือกเขาแอลป์ จัดว่าเป็นรถไฟสายโรแมนติกของสวิตเซอร์แลนด์

และเป็นรถไฟที่วิ่งช้าที่สุดในโลก เนื่องจากพื้นที่ของประเทศนั้นเป็นเทือกเขาสูง การบังคับรถไฟต้องใช้ความระมัดระวัง ซึ่ง กลาเซียเอ๊กซ์เพรส ยังจัดว่าเป็นรถไฟนำ

เที่ยวที่จะพานักท่องเที่ยวชมความสวยงามทั้งสองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบ, เทือกเขาหิมะ, ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ จัดสวยงามอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขึ้น

เขาสูงชมความงามของเทือกเขาแอลป์และชมความสวยงามของภูเขาแมทเธอฮอร์นแบบใกล้ชิด โดยรถไฟสายนี้ให้บริการนำเที่ยวซึ่งจะลัดเลาะไปตามภูเขา และมี

จุดเข้าอุโมงค์ รวมถึงผ่านเส้นทาง Brusio Spiral Viaduct ซึ่งเป็นสะพานวนขึ้นภูเขาในรูปแบบ 360 องศาและสะพานแห่งนี้ก็ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยว

หากจะกล่าวถึงประเทศในแถบยุโรปนั้นประเทศทางตอนเหนืออย่าง สวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกที่หนึ่งที่หลายคนต่างๆก็ใฝ่ฝันที่อยากเดินทางไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต

สวิตเซอร์แลนด์จัดว่าเป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติอย่างมาก สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศเล็กๆที่มีพื้นที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและติดกับชายแดน

ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรีย และประเทศลิกเตนสไตน์ ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์นั้นกว่า 70 % มีพื้นที่ติดกับ

เทือกเขาแอลป์ และเป็นพื้นที่สูงและมีแม่น้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่  แม่น้ำไรน์ แม่น้ำโรน แม่น้ำทิซิโน และแม่น้ำอิน นอกจากนี้แล้วสวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นประเทศที่อุดม

ไปด้วยแร่หินต่างๆ เช่น หินปูน, หินแกรนิก ซึ่งเป็นหินธรรมชาติที่ใช้ในการก่อสร้าง

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ มีเนื้อที่เพียง 41,285 ตารางกิโลเมตรซึ่งการเมืองการปกครองของที่นี่เป็นการปกครองรูปแบบรัฐอิสระซึ่งบริหารโดยราชการ

ของส่วนกลาง รวมทั้งจำนวนประชากรในประเทศไม่ค่อยหนาแน่น ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสวยงามทางธรรมชาติอย่างมาก รวมถึงยังถูก

จัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีความสุขที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเนื่องจากประเทศที่มีการก่ออาชญากรรมที่ต่ำมาก  ปัจจุบันประเทศสวิตเซอร์แลนด์นับว่าเป็น

ประเทศหนึ่งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางเข้ามาในประเทศนี้ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่จัดว่ามีความสวยงามทั้งทางธรรมชาติที่ล้อมด้วยเทือกเขาสูงที่

สวยงาม จุดชมวิวที่สูงกว่า 3000 เมตร รถไฟสายเก่าแก่บนสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป รวมถึงเมืองต่างๆที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระเบียบและมีสถาปัตยกรรมที่

งดงามมาก เหมาะแก่คนที่ชื่นชอบบรรยากาศสงบเงียบ อากาศดีๆของที่นี่

วิหารพาร์เธนอน มหาวิหารที่เก่าแก่แห่งยุคโรมัน

วิหารพาร์เธนอน หรือ มหาวิหารพาร์เธอนอน เป็นวิหารโบราณที่จัดว่ามีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ บริเวณ

เชิงเขาอะโครโพลิส ตามความเชื่อของชาวโรมันในสมัยก่อน วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าอาธีน่า ซึ่งเป็นเทพีแห่งปัญญาและความรอบรู้ เป็นวิหารขนาดใหญ่

มากและการสร้างบนเชิงเขาตามความเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เทพเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ ตัวของวิหารนั้นมีความงดงามและสร้างอย่างชาญฉลาดของสถาปนิกใน

สมัยนั้นที่สามารถออกแบบ มุมของอาคาร เสาของอาคารที่แข็งแรง นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกสมัยนั้น และจัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่หายาก

แล้วในปัจจุบัน วิหารพาเธนอน สันนิฐานว่าก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เมื่อสร้างเสร็จตัววิหารมีความกว้าง 30.9 เมตร ยาว 69.5 เมตร หลังคาสร้าง

ด้วยหินอ่อน มีเสาค้ำหลังคาเป็นเสาหินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.9 เมตร จำนวน 17 ต้น และเสาหินกว้าง 10 เมตรที่มุมของวิหาร เวลานับพันปีนั้นวิหารพาร์เธนอน

วิหารพาร์เธนอน

วิหารพาร์เธนอน

ได้ถูกปรับปรุงหลายครั้งที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงที่อาณาจักรโรมันรุ่งเรือง ต่อมาในปี 1456 เอเธนส์ถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน วิหาร

นี้จึงถูกใช้เป็นสุเหร่า ซึ่งในช่วงเวลานับสองพันปีนั้นวิหารแห่งนี้ถูกครอบครองโดยอาณาจักรต่างๆมากมาย จนกระทั่งสิ้นสุดยุคต่างๆ วิหารแห่งนี้ได้รับความเสียหาย

จากแผ่นดินไหวและการผุพังตามกาลเวลา ซึ่งในปี 2004 วิหารนี้จึงถูกบูรณะขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์การแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งมีพิธีเปิดที่วิหารพาร์เธอนอน ปัจจุบัน

วิหารนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนมาเยือนมากอีกแห่งหนึ่ง

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังที่สวยงามแห่งยุโรป

ทวีปยุโรปนั้นนับว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวนับไม่ถ้วนที่คอยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่นั้นๆ เช่นเดียวกับ  พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวัง

ที่สวยงามตั้งอยู่ที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ก่อสร้างขึ้นในปี 1661 โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง

30 ปี สร้างด้วยคนงานกว่า 30,000 คนและใช้ทุ่นสร้างรวมแล้วกว่า 500 ล้านฟรังก์ พระราชวังถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ซึ่งบรรจงสร้างด้วยศิลปะอย่างปราณี

ตสวยงาม ซึ่งสร้างเพื่อใช้เป็นที่ประทับของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายในพระราชวังประกอบด้วย ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ และอีกมากมาย ซึ่งทุกห้องล้วนมี

เครื่องประดับงดงามตระการตารวมทั้งภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งพระราชวังนั้นมีจำนวน 700 ห้อง ภาพวาด 6,123 ภาพ, รูปแกะสลักกว่า 15,000 ชิ้น และกระจกยักษ์

กว่า 17 บาน นอกจากนี้พระราชวังยังถูกใช้เป็นสถานที่ลงนามสัญญาสงบศึกระหว่างจักรวรรดิเยอรมันและฝรั่งเศส ครั้งเมื่อเยอรมันบุกฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้ง

ที่ 2 นอกจากนี้แล้วบริเวณภายนอกพระราชวังยังมีสวนและน้ำพุขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงามวิจิตรการตาอีกด้วย

พระราชวังแวร์ซายส์

พระราชวังแวร์ซายส์

ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์จัดว่าเป็นสถานที่ที่ทรงคุณค่าที่สุดของประเทศ นอกจากนี้พระราชวังยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2522 รวมถึงได้

เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมความสวยงามภายใน สัมผัสถึงความวิจิตรงดงามของพระราชวังที่ให้นักเที่ยวเดินทางชมส่วนต่างๆของพระราชวังได้ไม่มี

เบื่อ พระราชวังแวร์ซายส์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติจำนวนกว่า 1 ล้านคนต่อปีเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมความงดงามนี้ เพราะนอกจากหอไอ

เฟลที่งดงามแล้ว พระราชวังแวร์ซายส์ก็มีความงดงามที่ต้องมาเที่ยวชมให้ได้เช่นกัน

ปอมเปอี เมืองโบราณแห่งโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์

ปอมเปอี เป็นชื่อเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่แคว้นกัมปาเนีย ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ปอมเปอี ถูกจัดว่าเป็นเมืองโบราณทางประวัติศาสตร์ซึ่งรู้จักกันดี

จากเมืองที่ถูกฝังด้วยเถ้าภูเขาไฟ จากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส ในปี 79 ปอมเปอี เป็นเมืองที่นับว่ารุ่งเรืองอย่างมากในช่วงยุคสมัยโรมัน มีการค้าขาย การขนส่ง

รวมถึงเป็นเมืองท่าที่สวยงามของประเทศ ซึ่งปอมเปอี ถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นนั้นซึ่งก็มีชาวโรมันอาศัยอยู่กว่า 20,000 – 30,000 คน ภายในประกอบด้วย

วิหารขนาดใหญ่, ระบบสาธารณูปโภคที่ยอดเยี่ยมในสมัยนั้น รวมทั้งเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยการค้าเหล้าและไวน์องุ่นที่มีรสชาติแสนอร่อย ซึ่งมีจะมีการค้าขายร่วมกับ

เมืองใกล้เคียงรวมถึงกรุงโรมด้วย

ปอมเปอี

ปอมเปอี

ปอมเปอี ประสบเหตุจากภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียส ปะทุครั้งใหญ่ในวันที่ 25 สิงหาคม ปี 79 ส่งผลให้เถ้าถ่านภูเขาไฟตกลงมาทับถม

เมืองลึกราว 15 เมตร ซึ่งเป็นเวลากว่า 2,000 ปี ที่เมืองนี้ถูกฝังซึ่งก็ถูกขุดค้นพบซากอาคารต่างๆ ทั้งนี้นอกจากขุดค้นพบปอมเปอีแล้วยังมีการขุดค้นพบเมืองใกล้เคียง

ที่ได้รับผลกระทบอย่าง เฮอร์คิวเลเนียม, ตอร์เรอันนุนซิ อาตา อีกด้วย ปัจจุบันปอมเปอีเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของเมืองเนเปิลส์ และได้รับ

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ภายในประกอบด้วยซากอาคารบ้านเรือน และอาคารที่เคยเป็นวิหารซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม นอกจากนี้ภายใน

ยังมีโซนจัดแสดงซากของผู้เสียชีวิตซึ่งร่างได้กลายเป็นหินในท่าต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รำลึกถึงโศกนาฏกรรมในอดีตและภัยพิบัติครั้งร้ายแรงหนึ่งใน

ประวัติศาสตร์

 

กรุงโรม นครแห่งสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

โรม หรือ กรุงโรม เป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของประเทศอิตาลี ซึ่งมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นประมาณ 2.5 ล้านคน กรุงโรมนอกจากเป็นเมืองหนึ่งที่

มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจำนวนมากซึ่งนิยมเดินทางเข้ามาชมความงดงามของอาคารบ้านเรือนที่สวยงามอย่างมาก รวมถึงมีโบราณสถานภายในเมืองมากมาย

โดยกรุงโรมจะสวยงามอย่างมากในยามค่ำคืน สถานที่ทุกแห่งของเมืองจัดว่ามีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทำให้กรุงโรมถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความรัก

นอกจากนี้ภายในกรุงโรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นเขตการปกครองและดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่ง

สืบทอดต่อกันมาในแต่ละยุค

กรุงโรม

กรุงโรม

จากสถิติการสำรวจในปี 2008 พบว่ากรุงโรมมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวมากถึง 11 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นเมืองที่จัดว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม,

ประวัติศาสตร์ ที่มีมายาวนาน ซึ่งก็มีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานบริเวณใจกลางเมืองเป็นมรดกโลกอีกด้วย กรุงโรมถือว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่มากว่า 2,800 ปี จัดว่าเป็น

เมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ช่วงยุคโรมันรุ่งเรือง ซึ่งนับว่าเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น แต่เมืองค้นพบหลักฐานแล้ว พบว่าพื้นที่ของกรุงโรมมีมนุษย์เข้า

มาตั้งถิ่นฐานมากว่า 14,000 ปีแล้วตั้งแต่ช่วงยุคหิน

ปัจจุบันกรุงโรมยังคงเป็นเมืองยอดนิยมแห่งหนึ่งของยุโรป ที่ยังคงมีนักท่องเที่ยใจำนวนมากเดินทางไปท่องเที่ยวในเมือง ซึ่งภายในเมืองก็มีสถานที่ต่างๆที่สวยงาม

และโบราณสถานที่เก่าแก่ เช่น โคลอสเซียม สนามกีฬาเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก, จัสตุรัสนาโวนา จัสตุรัสน้ำพุที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีอาคารบ้าน

เรือนที่ถูกสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกโดดเด่นของเมือง

หอไอเฟล แลนด์มาร์คที่สำคัญของฝรั่งเศส

หากเดินทางมายังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสล่ะก็ หอไอเฟล เป็นจุดหนึ่งที่ต้องมาถ่ายรูปและเช็กอินที่นี่ หอแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1887 ซึ่งปัจจุบันหอไอเฟล

ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นประจำประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

หอไอเฟล ถูกออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล สถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของประเทศฝรั่งเศสซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน

แสดงสินค้าระดับโลกในปี 1889 และได้มีผู้คนออกแบบสิ่งปลูกสร้างต่างๆเข้าประกวดกว่า 100 ชิ้น ซึ่งทางคณะกรรมการได้รับเลือกเอาชิ้นงานของ กุสตาฟ ไอเฟล

ซึ่งเป็นหอคอยที่สร้างด้วยเหล็กทั้งหลัง โดยเขาและรัฐบาลได้ทำสัญญาสร้างในวันที่ 8 มกราคม ปี 1887 โดยสร้างบริเวณสวนสาธารณะซ็องเดอมาร์ ริมแม่น้ำเซ็น

หอไอเฟล

หอไอเฟล

ทั้งนี้การก่อสร้างหอนั้นค่อนข้างเป็นไปด้วยความยากเนื่องจาก ดินบริเวณริมแม่น้ำเซ็นเป็นดินอ่อนซึ่งเสี่ยงกับการทรุดตัวของโครงสร้าง โดยการก่อสร้างต้องทำฐาน

ลึกลงไปจนถึงชั้นดินแข็ง หอไอเฟลก่อสร้างในระยะเวลา 2 ปี 2 เดือน และ 5 วัน ซึ่งเปิดอย่างไปทางการในวันที่ 31 มีนาคม ปี 1889 ตัวหอคอยมีความสูง 300 เมตร

และถูกบันทึกว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลกในสมัยนั้น ต่อมาได้มีการต่อเติมเสาอากาศเพิ่มอีก 24 เมตร เป็นความสูงที่ 324 เมตร ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นหอกระ

จายเสียง และจุดชมวิวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชม ซึ่งหอไอเฟลกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่โด่งดัง

ที่สุดในโลกเมื่อกล่าวถึงประเทศฝรั่งเศส

หอนาฬิกาบิ๊กเบน หอนาฬิกาที่สวยงามแห่งลอนดอน

หอนาฬิกาเอลิซาเบธ หรือ หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือเป็นที่รู้จักอีกชื่อว่า หอนาฬิกาบิ๊กเบน เป็นสถานที่สำคัญของเมืองลอนดอนและเป็นจุดเด่นที่สุด

ของเมือง หอนาฬิกานี้ตั้งอยู่บริเวณ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ พระราชวังที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างหลังจากที่พระราชวังเวสต์มินสเตอร์หลัง

เดิมถูกไฟไหม้ ซึ่งหอนาฬิกานี้ถูกออกแบบโดย ชาลส์ แบรี่ สถาปนิกซึ่งออกแบบและสร้างเพื่อให้เป็นจุดเด่นของลอนดอน และ ถูกใช้ในพระราชพิธีพัชราภิเษก และ

พระราชพิธีมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เมื่อสร้างเสร็จหอนาฬิกานี้มีชื่อว่า หอนาฬิกาเอลิซาเบธ ตัวอาคารได้

ออกแบบตามสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรีย ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมยอดนิยมในสมัยพระราชินีวิกตอเรีย

หอนาฬิกาบิ๊กเบน

หอนาฬิกาบิ๊กเบน

ชื่อของหอนาฬิกาบิ๊กเบนนั้นถูกเรียกต่อๆกันมาซึ่งคำว่า บิ๊กเบน มาจากชื่อของระฆังบริเวณยอดหอที่เป็นระฆังขนาดใหญ่หนักราว 13.7 ตัน นอกจากนี้ยังมีระฆังใบเล็ก

อีก 4 ใบ ซึ่งบิ๊กเบนจะตีบอกเวลาชั่วโมงโดยเข็มสั้นชี้บอกเวลาชั่วโมง แต่ทว่าคนส่วนใหญ่กลับเรียกชื่อระฆังบิ๊กเบน เป็นหอนาฬิกาบิ๊กเบนรวมกัน ต่อมาทางรัฐสภา

ของอังกฤษได้หารือกันและลงมติตั้งชื่อใหม่ของหอนาฬิกานี้ว่า หอนาฬิกาเอลิซาเบธ บัญญัติขึ้น ณ วันที่ 12 กันยายน ปี 2012

หอนาฬิกาบิ๊กเบน มีความสูง 96 เมตร ปัจจุบันยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แม้แต่ชาวอังกฤษเท่านั้นซึ่งต้องทำเรื่องของอนุญาตจากสมาชิกสภาท้องถิ่นในเขตที่

อยู่อาศัยของตน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่อนุญาตให้เข้าชม ทั้งนี้เนื่องจากความปลอดภัยแก่สถานที่ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกก่อการร้าย

กรุงลอนดอน เมืองประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมยอดเยี่ยม

ลอนดอน หรือ กรุงลอนดอน (London) เป็นเมืองขนาดใหญ่และเป็นเมืองหลวงของประเทศสหราชอาณาจักร หรือ อังกฤษ จัดว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพ

ยุโรปและเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก ลอนดอนนับว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และยาวนานมาก เป็น

ศูนย์กลางของวัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ และด้านการเงิน ธุรกิจที่สำคัญของประเทศและภาคพื้นทวีปยุโรป ซึ่งกรุงลอนดอนเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกและมี

สถานที่สำคัญต่างๆที่เป็นที่รู้จักมากมาย ซึ่งลอนดอนนับว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกด้วย

ลอนดอนถือกำเนิดมายาวนานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยโรมันซึ่งชาวโรมันจะเรียกเมืองนี้ว่า ลอนดีนิอุม ซึ่งเป็นภาษาละติน ซึ่งใน

กรุงลอนดอน

กรุงลอนดอน

สมัยนั้นมีชาวโรมันอาศัยอยู่ที่ลอนดอนราว 60,000 – 70,000 คน ซึ่งในตอนนั้นลอนดอนนับว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุด จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยโรมัน ราวปี 1666

ลอนดอนประสบกับเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ทำให้กว่า 85 % ของเมืองได้รับความเสียหายซึ่งความเชื่อของชาวเมืองที่ว่าเลข 666 คือเลขที่นำพาความโชคร้าย ชาวเมือง

ต้องใช้เวลาถึง 15 ปีในการสร้างเมืองขึ้นใหม่อีกครั้ง แม้ว่าเมืองจะประสบเหตุดังกล่าวแต่ลอนดอนยังคงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและรุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น

ปัจจุบันลอนดอนยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป และเกาะอังกฤษ ซึ่งมีสถานที่สำคัญและอาคารบ้านเรือนที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ

วิกตอเรียดั้งเดิม รวมถึงยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆเช่น หอนาฬิกา, พระราชวังริมแม่น้ำเทมส์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวที่พาดผ่านเมือง ซึ่งช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงจะเป็น

ช่วงที่บรรยากาศดีที่สุด